วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

Ferrari 250 GTO

คือ รถยนต์นั่งสมรรถนะสูงประเภทจีที (GT car) ผลิตโดยบริษัทรถยนต์สัญชาติอิตาลี เฟอร์รารี่ ระหว่างปี 1962-1964 ด้วยจุดประสงค์เพื่อเข้าร่วมรายการ เอฟไอเอ (FIA) ซึ่ง 250 จีทีโอ ได้เป็นหนึ่งในกรุ๊ปทรี (Group 3) คำว่า "GTO" ย่อมาจาก "Gran Turismo Omologato"[1] หลังเปิดตัวออกมา เฟอร์รารี่ จีทีโอ ก็ได้ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ $18,000 ในสหรัฐอเมริกา และผู้ที่จะซื้อได้ต้องเป็นคนที่ เอ็นโซ เฟอร์รารี่ ผู้ก่อตั้งเฟอร์รารี่ อนุมัติให้เท่านั้น
ในปีแรก เฟอร์รารี่ 250 จีทีโอ ได้ผลิตออกมาเป็นจำนวนเพียง 36 คัน ใช้ชื่อโฉมว่า 'Series I' จนต่อมาในปี 1964 เฟอร์รารี่ จีทีโอ ก็ได้ปรับแต่งตัวถังเล็กน้อย และใช้ชื่อโฉมนี้ว่า 'Series II' ซึ่งได้ผลิตมาเพียง 3 คันเท่านั้นรวมทั้งหมดแล้ว เฟอร์รารี่ 250 จีทีโอ ได้ผลิตออกมาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 39 คันเท่านั้น
ในปี 2004 นิตยสาร สปอร์ตคาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดอันดับ เฟอร์รารี่ 250 จีทีโอ ให้เป็นรถสปอร์ตอันดับที่ 8 ในหัวข้อรถสปอร์ตแห่งศตวรรษที่ 1960 และยังได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรถสปอร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดการอีกด้วย เช่นเดียวกับ นิตยสาร มอเตอร์ เทรนด์ คลาสสิก ได้จัดอันดับให้ เฟอร์รารี่ 250 จีทีโอ เป็น "รถเฟอร์รารี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล"เฟอร์รารี่ 250 จีทีโอ ใช้เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร V12 และ 4.0 ลิตร V12 มีกำลัง 300 PS (220 kW; 300 แรงม้า) แรงบิด 294 N.m. ที่ 5500 rpm ระบบเกียร์ เป็นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ มีฐานล้อยาว 2,400 มม. (94.5 นิ้ว) น้ำหนักเปล่า ที่ 1,100 กิโลกรัม (2,425 lb) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ที่ 6.1 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 280 กม./ชม. (174 ไมล์/ชม.)ด้วยความที่เป็นรถเฟอร์รารี่คลาสสิก ในยุค 60 และมีจำนวนจำกัดเพียง 39 คัน จึงทำให้เฟอร์รารี่ 250 จีทีโอ กลายเป็นรถเฟอร์รารี่ที่มีการเปลี่ยนมือกันมากที่สุด และเป็นรถเฟอร์รารี่ที่มีราคาสูงที่สุด รวมถึงเป็นรถที่มีราคาสูงที่สุดในโลกในฐานะรถประมูล ด้วยราคาประมูลสูงถึง 52 ล้านดอลลาร์

Lamborghini

ในนามบริษัท Automobili Lamborghini S.p.A. บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สายเลือดอิตาลี ก่อตั้งโดย Ferruccio Lamborghini ในปี ค.ศ. 1963 เน้นเจาะตลาดตลาดไปที่การผลิตรถสปอร์ต มีคู่แข่งทางตลาดที่สำคัญ คือเฟอร์รารี ซึ่งเป็นรถสัญชาติเดียวกัน ปัจจุบัน ลัมโบร์กีนี อยู่ในการครอบครองของเอาดี้ เอจี ในเครือโฟล์คสวาเกนกรุ๊ป
ลัมโบร์กีนี นั้นเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งสำหรับ ความเร็ว และความหรู เช่นเดียวกับ เฟอร์รารี การออกแบบตราสัญลักษณ์ของลัมโบร์กินีนั้นได้รับไอเดียมาจากการแข่งขันสู้วัวกระทิง ในประเทศสเปน
ประวัติ นายเฟอร์รุชชิโอ ลัมโบร์กีนี เกิดในตระกูลชาวนา เขาได้มีความสนใจในด้านเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ดัดแปลงเครื่องจักรกลที่ใช้ในไร่นา จนพ่อเห็นถึงความพยายามของลูกชายจึงส่งไปเรียนวิศวกรรมศาสตร์ อุตสาหกรรมจักรกล หลังจากที่เรียนจบไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เขารับใช้ชาติทำงานให้กับฐานทัพอากาศอิตาลี หลังสงครามสิ้นสุด เขาได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิด และเริ่มต้นซ่อมแซมรถแทรกเตอร์ของอิตาลี ที่ใช้อะไหล่จากยวดยานของทหาร และนี่เองคือจุดเริ่มต้นในการตั้งโรงงานแทรกเตอร์ในชื่อว่า "Lamborghini Trattori S.p.A." ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นบริษัทผลิตรถแทร็กเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี และยังเป็นเจ้าของกิจการเครื่องปรับอากาศอีกด้วย
ลัมโบร์กีนี เริ่มมีฐานะมั่งคั่งและยังคงไม่ลืมความฝันในวัยเด็กของเขา จึงเริ่มซื้อ อัลฟา โรเมโอมาเซราติจากัวร์แอสตัน มาร์ตินเชฟโรเลต และ เฟอร์รารี่ รถยนต์เหล่านี้กำเนิดขึ้นในยุค 1950-1960 มีเครื่องยนต์ที่ให้แรงม้ามากกว่ารถทั่วไปและควบคุมได้ยาก เขามักจะควบ เฟอร์รารี่ 250จีที วนเล่นรอบโรงงานของเขา และรู้สึกว่าเจ้าม้าลำพองนี้ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมดทั้งในเรื่องการควบคุมและส่วนของการให้บริการ จึงขับพุ่งตรงเพื่อไปพบกับ Enzo เฟอร์รารี่ ด้วยตัวเอง และเปิดใจในเรื่องที่เขารู้สึกย่ำแย่ที่มีต่อรถ เฟอร์รารี่ แต่ก็ได้ถูก เอ็นโซ เฟอร์รารี่ ผู้ก่อตั้งบริษัทเฟอร์รารี่ ตอกกลับไปว่า ลัมโบร์กีนี เป็นเพียงแค่คนบ้านนอกที่ไม่มีความรู้อะไรเลยในเรื่องที่เกี่ยวกับรถสปอร์ต ต่างกับเขาที่มีอยู่เต็มในสายเลือด
ด้วยแรงฮึด ลัมโบร์กีนี จึงอยากสร้างรถของตัวเองให้ดีกว่ารถ เฟอร์รารี่ ภายใต้ชื่อ ออโตโมบิล ลัมโบร์กีนี ( Automobile Lamborghini ) ในช่วงปี 1962 ซึ่งโรงงานห่างจาก โรงงานเฟอร์รารี่ เพียงแค่ 15 กม. เท่านั้น ต่อจากนั้นค่ายรถยนต์เจ้าของสัญลักษณ์กระทิงเปลี่ยวก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการรถสปอร์ตในยุโรป ให้ได้ตื่นตะลึงกับรูปแบบของตัวรถลัมโบร์กีนี และเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ การวางตำแหน่งเครื่อง และการบังคับควบคุมที่วิศวกรและนักขับทดสอบของบริษัทร่วมกันคิดค้นและพัตนา จนเสร็จสมบูรณ์เป็น ลัมโบร์กีนี 350 จีทีวี ( Lamborghini 350 GTV )
เขาได้ขายกิจการรถแทร็กเตอร์และรถไถนาของ ลัมโบร์กีนี ให้กับบริษัท "เซม" ( Same ) ผู้ผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตร จากนั้นไม่นานบริษัทได้ประสบกับปัญหาทางการเงินจนถึงขั้นล้มละลายลงในปี 1977 และถูกซื้อโดยพี่น้องตระกูล มิมรัน( Mimran ) แต่เมื่อมารับช่วงต่อ กิจการก็ยังคงติดขัด จึงถูกขายต่อให้กับบริษัท ไครสเลอร์ แต่ก็ยังเกิดปัญหา จึงถูกขายต่ออีกทอดไปยังกลุ่มทุนจากอินโดนีเซีย และท้ายที่สุดบริษัท ออดี้ เอจี ก็ได้ทำให้ ลัมโบร์กีนี กลับมามั่นคงอีกครั้งจากการดูแลพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์จากวิศวกรและทีมงานจากเยอรมัน ที่มีความมุ่งมั่นบวกกับเงินทุนมหาศาลทำให้หวนสู่วงการซูเปอร์คาร์อีกครั้งในนามของ กัลลาร์โด และ มูร์เซียลาโก ซึ่งเป็นการผสานนวัตกรรมของ ลัมโบร์กีนี และ ออดี้ เข้าด้วยกัน ทำให้ขายได้มากกว่า 9,000 คันในเวลานั้น
เรื่องของวงการรถแข่งลัมโบร์กีนี มีวัตถุประสงค์ที่จะไม่เข้าร่วมรายการต่างๆ ตามปณิธานที่ว่า "I wish to build GT cars without defects - quite normal, conventional but perfect - not a technical bomb." “ผมปรารถนาที่จะสร้างรถ GT ที่ไร้ข้อบกพร่อง – ดูธรรมดา ได้มาตรฐานแต่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่มีแต่เทคโนโลยี” แต่หลังจากที่ ลัมโบร์กีนี ได้เสียชีวิตลงแต่เจตนารมย์นั้นก็ยังคงต่อเนื่อง จนมาถึงผู้บริหาร จอร์จ-เฮนรี่ โรสเสตติ ( Georges-Henri Rossetti ) ได้เข้าช่วยเหลือการพัฒนารถแข่งให้กับ บีเอ็มดับเบิ้ลยู มอเตอร์สปอร์ต ( BMW Motorsport ) แต่เป็นการสนับสนุนแบบไม่เป็นทางการ ทำให้หลังจากนั้นก็ทำให้เริ่มเป็นการเข้าสู่วงการการแข่งขันทีละน้อย รวมถึงการพัฒนา ลัมโบร์กินี กัลลาร์โด ในเวอร์ชัน GT3 และ ลัมโบร์กีนี มูร์เซียลาโก R-GT ที่ได้รับชัยชนะในรายการ "FIA GT Championship" ก็อาจมองได้ว่า ลัมโบร์กีนี กับวงการรถแข่ง ไม่มีอะไรที่หวือหวาเท่าไหร่นัก
ปัจจุบัน Lamborghini ได้ตั้งทีมแข่งรถที่ชื่อว่า Squadra Corse ในการแข่งขัน Super Trofeo, GT3 และเพื่อจัดโปรแกรมการทดสอบรถสำหรับลูกค้า

bmw



โดยปกติแล้วรถยนต์ BMW จะมีการบอกรุ่น และ รหัสต่างๆไว้ที่ด้านท้ายของรถตรงตำแหน่งด้านขวาของฝากระโปรงท้าย ยกตัวอย่าง เช่น 318iA, 523iA, X5 4.4 เป็นต้นซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะบอกถึง ซีรีส์ของรถ และขนาดเครื่องยนต์ไว้ซึ่งเราสามารถแยกแยะ ได้ดังนี้ในกรณีที่บอกเป็นตัวเลข 3 หลัก เช่น 318iA เป็นต้น
ตัวเลขตัวแรกจะบอก ซีรีส์ของรถ เช่น 3 ก็จะหมายถึงซีรีส์ 3 ซึ่งในปัจจุบันจะมีใช้อยู่ก็คือ ซีรีส์ 3, ซีรีส์ 5, ซีรีส์ 7, ซีรีส์ 8 (หมดการผลิตรุ่นปัจจุบันไปแล้วคาดว่าจะมีรุ่นใหม่ในอนาคต), ซีรีส์ 6 (ตอนนี้ไม่มีแล้วเช่นกัน แต่อีกไม่นานคาดว่าจะเปิดตัว โดยโครงสร้างหลักจะเป็นรถต้นแบบ Z9) และ ซีรีส์ 1 ซึ่งจะเปิดตัวในอนาคต
ตัวเลข 2 ตัวหลังจะบอกขนาดเครื่องยนต์ที่ใช้ เช่น 18 ก็จะหมายถึง เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เป็นต้น แต่ตัวเลขนี้อาจจะไม่ตรงกับ ขนาดเครื่องยนต์ที่แท้จริงนัก เนื่องจากหลังๆ BMW มักจะเพิ่มขนาดเครื่องจนสูงกว่าตัวเลขนี้ไปเช่น 318i E46 ก็จะมีขนาดเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร หรือตัว minorchange ก็จะเป็นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เป็นต้น
รหัสตัวอักษรข้างหลังจะบอกรายละเอียดอื่นๆ ดังนี้
S = Sport Model ใช้กับรุ่นสปอร์ท หรือ 2 ประตู เช่น 318is(รุ่นหลังๆจะใช้ C)
E = Economy engine มาจากภาษากรีก "eta" ซึ่งมีความหมายว่า "Efficiency" ใช้กับรุ่น 325e และ 528e
T = Turbocharger engine ถ้าใช้ t ตัวเดียวหมายถึงเครื่องยนต์ดีเซล
ถ้าเป็น td หมายถึง turbodiesel
ถ้าเป็น tds หมายถึง Intercooled turbodiesel
T = Touring รุ่นหลังๆ t จะหมายถึงรุ่น touring ที่เป็นตัวถังแบบ Wagon
X = All wheel drive model ใช้กับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ในรุ่น E30 ใช้เป็น ix ส่วนในรุ่นใหม่ E46 ใช้เป็น xi
L = Long wheel base model ใช้กับรุ่นฐานล้อยาวในซีรีส์ 7 บางครั้งใช้นำหน้าเช่น L7 ซึ่งนอกจากฐาน ล้อยาวแล้ว ยังเป็นรุ่นตกแต่งพิเศษด้วย (Luxury)
C or CS = Coupe ใช้กับรุ่น 2 ประตู บางครั้งใช้ร่วมกับตัว S เช่น CS Coupe sport
A = Automatic transmission ใช้กับรุ่นที่เป็น เกียร์ออโตเมติก
SE = Special edition รุ่นพิเศษ ในบ้านเรา เช่น 318iASE เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีรถรุ่นอื่นๆที่ไม่ได้ใช้เลข 3หลักบอกซีรีส์อีกเช่น Z3, Z8, Z9, X5, และตัวแรงรหัส M3 และ M5 ซึ่งในบางรุ่นจะ บอกขนากเครื่องยนต์ไว้ต่อท้าย เช่น Z3 1.8i, X5 3.0i หรือ 4.4i เป็นต้น
M ก็จะหมายถึง Motorsport โดยเริ่มจาก M1 และตัวที่โด่งดังที่สุดคือ M3 นอกจากนี้ก็มี M5 และ M6

ต่อจากรุ่นก็เป็นรหัสตัวถัง รหัสตัวถังในรุ่นใหม่จะใช้ E นำหน้า ปกติแล้วใช้เป็นการภายในของ BMW เองแต่กลับแพร่ หลายออกมาจนคนทั่วไปก็นำมาเรียกขานกัน ในบางรุ่นจะมีรหัสพิเศษต่อท้ายอีก แต่คงไม่ได้นำมาพูดถึง เช่น รหัส E36/7 จะหมายถึง Z3 ตัวปัจจุบัน เป็นต้น

kawasaki

Shozo Kawasaki ผู้ก่อตั้งทำการเปิดอู่ต่อเรือ Kawasaki Tsukiji ที่ทำการต่อเรือเดินสมุทรเหล็กกล้าแบบตะวันตก ในกรุงโตเกียว ในปี 1886 ขอบเขตของกิจการได้ขยายจนก่อตั้งเป็นบริษัทKawasaki Dockyardในเมืองโกเบที่มาของคาวาซากินั้นนับย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1876, เมื่อ Shozo Kawasaki ได้ก่อตั้งอู่ต่อเรือKawasaki Tsukiji ในกรุงโตเกียว หลังจากนั้น 18 ปี ในปี ค.ศ.1896, ก็ได้พัฒนาขึ้นเป็นบริษัทKawasaki Dockyardจำกัด

Shozo Kawasaki เกิดในเมือง Kagoshima เป็นตระกูลพ่อค้ากิโมโนและกลายมาเป็นพ่อค้ารายย่อย ในช่วงอายุ 17 ในเมืองNagasaki ซึ่งเป็นเมืองเดียวของญี่ปุ่นที่เปิดติดต่อกับทางตะวันตก เขาได้เริ่มธุรกิจการขนส่งทางเรือในเมือง Osaka เมื่ออายุได้ 27ซึ่งเกิดการผิดพลาดขึ้นเมื่อเรือสินค้าของเขาเกิดจมลงในพายุ ในปี 1869 เขาได้เข้าร่วมบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการค้าน้ำตาลจากเมือง Ryukyu ( ในประจุบันคืออำเภอในเมือง Okinawa ) ซึ่งก่อตั้งโดยตระกูลซามูไรแห่ง Kagoshima และในปี1893 ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับน้ำตาลพันธ์ Ryukyu รวมทั้งเส้นทางเดินเรือ ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งในปี1894 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานฝ่ายบริหารของบริษัทขนส่งMailSteam-Powered แห่งญี่ปุ่นและประสบความสำเร็จในการเปิดเส้นทางเดินเรือไปยัง Ryukyu และการขนส่งน้ำตาลไปยังญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่

ประโยชน์จากการที่มีประสบการณ์จาก อุบัติเหตุทางทะเลหลายๆครั้งในชีวิต ทำให้ Kawasaki เกิดรู้สึกไว้ใจต่อเรือของตะวันตกอย่างยิ่งเพราะเรือเหล่านั้น มีเนื้อที่กว้างขวาง,มั่นคงและรวดเร็วมากกว่าเรือญี่ปุ่นทั่วไป และเขาก็ยังสนใจในอุตสาหกรรมต่อเรือสมัยใหม่ ทำให้ใน เดือนเมษายน ปี 1878 โดยการสนับสนุนของ MasayoshiMatsukata ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมาจากจังหวัดเดียวกันกับ Kawasaki ได้ก่อตั้งอู่ต่อเรือ Kawasaki Tsukijiโดยการยืมพื้นที่จากรัฐบาลใน แถบแม่น้ำSumidagawa,Tsukiji Minami-Iizaka-cho(ปัจจุบันTsukiji 7-chome,Chuo-ku,)กรุงโตเกียว ที่เป็นก้าวสำคัญของการเป็นนักต่อเรือ